วันศุกร์ ที่ 14 เมษายน 2549
ออกเดินทางโดยสายการบิน Bangkok Airway ที่เค้าว่ากันว่าเป็น Boutique Airline .... ตั้งแต่เช้าตรู่ 7.30 น. ถึง Siem Reap ประมาณ 9.30 น. เย้ เย้
ไอ้ตอนเครื่องใกล้ลง Runway ของSiam Reap มองไปนอกหน้าต่างแล้วก็ โอ.......พื้นที่กว๊าง....กว้าง....เป็นเหมือนที่นาหรือสวนอะไรซักอย่าง...ดูแล้วก็เพลิน ๆ ดี แต่ว่าดั๊นไม่ทันได้ดูวิวดีเท่าไหร่ เพราะต้องนั่งกรอกเอกสารผ่านด่าน...(โอย...เอกสารพวกนี้ทำไมไม่ออกแบบมาแนวน่ารักน่าตอบหน่อยไม่รู้...เห็นแล้วน่าเกรงขาม..กริ่งเกรงว่าขืนตอบผิดแม้แต่ข้อเดียว หรือสะกดผิดแม้แต่คำเดียว....อดเที่ยวแน่....เวอร์เปล่า..แต่รู้สึกจริง ๆ นี่)
และเป็นเพราะเอกสารพวกนี้แล้...ที่ทำให้อดเห็นภาพ Bird Eye View เลยง่ะ..(อ่ะฮือ....พาฉานขึ้นไปอีกรอบ)...แต่ยังไงซะ อิฉันก็มาถึงสนามบิน Siam Reap อย่างปลอดภัยไร้กังวล (แม้ว่าตอนออกจากโรงแรม Airport Suite จะมีเรื่องให้น่าหงุดหงิดหัวใจ...เก๊าะที่ไม่ยอมบอกเราว่าต้องร่วมทางกับพวกฝาหรั่งอีกนับสิบคน!! เพราะงั้นไอ่รถรับส่งสนามบินที่บรรทุกคนนับสิบ (และทุกคนอยู่บนนั้นแล้ว ยกเว้นเรา..อะฮืออออ) เลยต้องจอดรอผู้โดยสารที่ลงมาตรงเวลานัดเผงอย่างอิฉัน! (...แต่ก็แหม ๆ แค่ ๕ นาทีเองนี่นา) เลยโดนไอ่ฝรั่งนิสัยไม่ดีที่มี Flight ก่อนเรา (อ๊ายยยยย ... ก็ฉานไม่รู้นี่! ) ส่งสายตาวีนใส่ ย๊างงงงงง ยังไม่พอ ไม่ยอมเขยิบ และ ขยับก้นใหญ่ ๆ ให้เรานั่งอีกด้วย โห๊ย... ใครใช้ให้แกมี Flight เช้าตรู่ขนาดนั้นล่ะ...แล้วระหว่างทางไปดอนเมือง ยังเจออุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ..สงสัยเมาแล้วขับ..ไม่ต้องโดนจับ แต่เข้ารพ.แหง๋ม... ยังไม่พอนะท่านผู้ช๊ม!...ระหว่างรอ Check in คนของ Bangkok Air ยังทำซะช้ามั่ก ๆ รอคิวยาวเป็นกิโล...เฮ้อ ....)
แต่อย่างไรเสีย.....ก็ได้ลงมาเหยียบพื้นโลก (ที่ไม่ใช่แผ่นดินไทย) อย่างปลอดภัยแต่โดยดี
*** Tips! จำเป็นบทเรียนว่าต้องทำอะไรให้ตรงเวลา (ห้านาทีก็เลทบ่ได้เด้อ..เดี๋ยวเจอวีน) และถามพนักงานก่อนว่ามีคนเดินทางร่วมด้วยเปล่า จะได้ไม่หงุดหงิดเรื่องนี้เป็นหนสอง
แล้วก็ตามแบบฉบับของอิฉัน.. เครื่องจอดปั๊บ (อิฉันก็) เก็บกระเป๋า ข้าวของปุ๊บ ...แล้วก็...แช๊ะ ๆ... ถ่ายรูปเป็นหลักฐานซะก่อน....(นี่ฉานมาถึง Siem Reap แล้วนา...แต่ว่าเครื่องบิน ดั๊นเขียนว่า Luang Prabang ... แหม ๆ .....เหมือนจะบอกเป็นนัยว่า ... ทริปหน้าเจอกันที่หลวงพระบาง จ้า หุ หุ หุ)
มาต่อคิวตรวจคนเข้าเมือง พร้อมทำวีซ่า (ราคา 20 – 25 USD มั้ง...แหะๆ ป้าแก่เลี้ยว...จำไม่ล่าย..อายจัง) ขั้นตอนนี้ก็รอนานเหมือนกันเพราะคนเย้อ เยอะ..
พอเสร็จสิ้นภาระกิจทางราชการ...ก็ถึงเวลาเดินเข้าเมือง (ออกจากสนามบินน้อย ๆ แห่งนี้) อย่างถูกกฎหมายแล้ว เย้!!
โอย..ออกจากสนามบิน (มีแต่พัดลม..ยังไม่มีแอร์) ก็มาเจอกับแดดร้อนเปรี้ยง ๆ แต่มีผู้ชายตัวเล็ก (รู้ภายหลังชื่อคุณสุผล) ถือป้ายชื่อของเรา....เราเก๊าะเลยเดินตามต้อย ๆ ขึ้นรถตู้เพื่อไปเช็คอินที่ โรงแรมสุดหรูชื่อ...Princess Angkor.. แต่โดยดี...พร้อมดื่มน้ำแก้วแรกที่กัมพูชาเป็น Welcome Drink สีเขียวใส...และผ้าขนหนูเย๊น เย็น...เฮ้อ..ชื่นจายยยยยย
หลังเก็บของ ไกด์ตัวเล็กของเราไม่รอช้า...พาไปเราไปทำบัตรผ่านเข้าชมปราสาท และโบราณสถานอลังการงานสร้างของเค้าล่ะ...ถ่ายรูปปุ๊บ...ได้บัตรปั๊บ......(ง่ายมั่กๆ...เพียงแค่มีเงิน....USD...โอ..นี่ล่ะหนา..อำนาจเงินตรา) เป็นบัตรที่เข้าได้ 3 วัน ช่างเหมาะเหม๋งกับทัวร์เรา บัตรนั้นมีราคา 40 USD. แต่เราเหมาจ่ายรวบไปกับค่าทัวร์แล้ว...เลยรู้สึกเสมือนเข้าฟรี มีสิทธิพิเศษ แหะ ๆ ... (แต่ว่านะ...ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่ามีถ่ายรูปติดบัตร ไม่งั้นคงหวีผม ทาแป้ง ให้ดูดี (ขึ้นอีกนิด) ตั้งแต่นั่งในรถแล้ววววว...นี่อาไร๊.....ดำ มัน อืด ...เฮ้อ...อดสูยิ่งนัก)
เสร็จปึ๊บ...ล้อก็หมุนไปดูปราสาทเรียกน้ำย่อย น้อย ๆ ใหญ่ ๆ อันได้แก่
๑. ปราสาทพระโค (Preach Ko) อันว่าเป็นปราสาทที่เขาว่ากันว่า...สร้างถวายพระศิวะ หรือ พระอิศวร เพราะว่า พระโค ในความเชื่อของฮินดู เป็นยานของพระศิวะนั่นเอง...และมีจุดประสงค์ของแถมอีกประการหนึ่งในการสร้างปราสาทก็คือ เพื่อเป็นที่เก็บอัฐิของพระเจ้าชัยวรมันที่สอง ด้วยจ้า
แล้วก็เป็นที่แน่นอนว่า จะสร้างถวายพระศิวะทั้งที ก็ต้องมีสัญลักษณ์เอาไว้ด้วย นั่นก็คือ ลึงค์ (สัญลักษณ์เพศชาย—อันนี้ไม่บอกก็รู้) และ โยนี (สัญลักษณ์เพศหญิง – ต้องบอกหน่อยเพราะตอนแรกอิฉันก็ไม่รู้จักเจ๋าค่า)
คุณสุผล ก็เล่าให้ฟังว่า “ณ
ปราสาทแห่งนี้จะใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมที่แสดงความเคารพต่อศิวลึงค์
โดยจะหาสาวงามที่ยังเวอร์จิ้น บริสุทธิ์ผุดผ่องร้อยยยยเปอร์เซ็นต์ อายุ ๑๖ ปี
(มีกำหนดอายุด้วยเน้อ...) มาร่ายรำ ที่องค์ศิวลึงค์ ที่สำมะคัญ .. สาวงามผู้ผุดผ่อง
ไม่ได้รับอนุมัติให้มีเสื้อผ้าอาภรณ์ติดกายแต่อย่างใด! แล้วตอนร่ายรำ
ก็จะมีการเทน้ำบริสุทธิ์ราดลงบนลึงค์ เพื่อให้ไหลตกผ่านฐาน หรือ โยนี
โดยผู้ที่มาร่วมชมพิธีก็จะตักน้ำที่ไหลผ่านดื่มกินกัน
ด้วยเชื่อว่าน้ำนี้เป็นน้ำแห่งความโชคดี”
๒. ปราสาทบากง ว่ากันว่า สร้างขึ้นเทียบเคียงกับ เขาพระสุเมรุ ปราสาทนี้มีตั้ง ๕ ชั้น โดยแต่ละชั้นก็แทนความหมายของแต่ละพื้นพิภพ นั่นคือ ชั้นแรกสุด แทนภพนาค ชั้นที่สอง แทนภพพญาครุฑ ชั้นที่สาม แทนภพปิศาจ ชั้นที่สี่ แทนภพมนุษย์ และชั้นที่ห้า...ก็แหง๋แซะ...แทนภพขององค์ศิวะ นั่นเอง ณ ปราสาทแห่งนี้ พบว่ามีรูปปั้นครุฑตั้งตระหง่านอยู่ และครุฑเหล่านี้ เป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่า ปราสาทบากงสร้างขึ้นเพื่อถวายพระวิษณุ ด้วยเพราะ ครุฑ เป็นยานของพระวิษนุ นั่นเอง...(แตร้น แตรน แตร่น แตร้น.....)
คุณไกด์สุผลแนะว่า “ลองสังเกตง่าย ๆ ถ้าปราสาทมีชั้นเดียว
ก็หมายความว่าสร้างขึ้นเมื่อพุทธศาสนากำลังมาแรงแซงโค้ง....แต่ถ้ามีหลาย ๆ ชั้น
ก็ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าน่าจะถูกสร้างขึ้นในสมัยที่
ศาสนาฮินดูรุ่งเรือง”
๓. ปราสาทโลเล / ยายเล (หรือคำปะกิดเขียนว่า Lo Lei) มีความหมายว่า "อาลัย อาวรณ์" ฟังดูเศร้า ๆ แกมโรแม้นติกอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งอันนี้ คุณไกด์ก็ไม่ได้ชี้แจงแถลงไขข้อข้องใจนี้ (เอ..หรือบอกแล้ว แต่อิฉันลืมเองอีกแล้วน๊า) เอาเห๊อะ..จำไม่ได้แล้วนี่นา ปราสาทแห่งนี้เค้าว่ากันว่า แต่เดิมสร้างขึ้นเป็นเกาะกลางสระน้ำ (หรือที่เรียกว่า บาราย) เพราะงั้นเก๊าะจะมีน้ำล้อมรอบ แต่น่าเสี๊ยยยยยดาย ที่ตอนนี้น้ำก็แห้งไปหมดแล้ว เลยเหลือแต่เค้าโครงให้เห็นนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นล่ะจ้ะ
มาแค่สามปราสาท แต่แดดร้อนแรง เหลื๊อเกิน เพราะงั้น คุณไกด์เลยพาเราไปทานข้าวเที่ยงกันจ้า อาหารมื้อนี้ได้ทานในห้องแอร์เชียวนะ (แต่ทัวร์มาลงเยอะมั่ก ๆ อากาศก็ไม่พอ เลยรู้สึกเหมือนกำลังทานข้าวในห้องซาวน่าน้อย..เหอ ๆ ๆ เศร้าจายยยย)
เดี๋ยวมาต่อ
ของแถม:
ภาษากัมพูชา หลาย วัน (เก๊าะเลย) หลาย คำ
สวัสดี = ซัวสได
ขอบคุณหลาย ๆ = ออคุนจะราน (ถ้าขอบคุณเฉย ๆ เก๊าะ ออคุน)
ไฟแดง = เพลิงสต๊อป
(หมายเหตุนิดหน่อย ไฟจราจร จะพบแค่ในจังหวัด Siem Reap และ Phnom Penh เท่านั้นจ้ะ)
ระวังหัว (ของสูเด้อ) = ประหยัดกบาล (อันนี้จำง่ายดี)
สะพาน = สเปียง (เพราะงั้น กบาลสเปียง เก๊าะ คือ หัวสะพาน .. อู...เหมือนชื่อร้านนั่งชิลล์ที่ปายเลยจ้ะ)
ห่อหมก = อ่ะหมก (Amok) --อร่อยดีถ้าไม่ได้กินทุกมื้อและทุกวัน อ่ะฮือ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น